หมอดูกรุงสยามผู้เชี่ยวชาญด้านการตั้งศาลพระภูมิ

 
 

เจ้าที่ ที่อยุธยา

          วันนี้อาจารย์จะนำเรื่องเล่าของ  เจ้าที่มาเล่าให้ผู้ที่ต้องการรู้ ได้รับรู้ว่า  เจ้าที่นั้นยังมีอยู่จริงในสังคมปัจจุบัน ถ้าจะเอ่ยถึงอยุธยาพวกเราก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นเมืองเก่า ของประเทศไทยในอดีตได้ถูกพม่าเผา จนไม่สามารถจะบูรณะให้เหมือนเดิมได้ ในยุคสมัยนั้นปู่ย่าตายายได้นำเอาสมบัติผังดินไว้ เพื่อจะได้รอดพ้นจากพม่ายึดครองเอาไปเป็นสมบัติของตัวเองบางท่านเมื่อฝังไว้ไต้ดินแล้วก็หนีสูญหายไป บางท่านก็โดนพม่าฆ่าตายในระหว่างการหลบหนี เกิดการห่วงสมบัติของตัวเอง วิญญาณจึงล่องลอยวนเวียนฝ้าสมบัติที่ตนเองฝังดินไว้ ไม่ยอมไปผุดไปเกิด อาจารย์เรียกท่านเหล่านี้ว่า ปู่โสม เมื่อเวลาได้ผ่านไปนับเป็นร้อยๆปี ดวงวิญญาณเหล่านี้เริ่มที่จะยอมรับในการเปลี่ยนแปลงตามการเวลา และต้องการให้ผู้คนที่ เคยเป็นญาติหรือเป็นคนใกล้ชิดในอดีต ที่ได้กลับมาเกิดใหม่ในชาตินี้ ได้รับรู้ว่าสมบัติที่ตนเองได้ฝังดินไว้นั้นฝังอยู่ตรงไหน เพื่อที่จะได้ขุดเอา สมบัตินั้นขึ้นมา จะได้เอาไปทำบุญส่วนหนึ่ง เพื่อที่ดวงวิญญาณที่เป็นเจ้าของสมบัตินั้น หรือปู่โสม จะได้มีบุญกุศลที่จะติดตัวไปในชาติหน้า และอีกส่วนหนึ่งก็จะให้กับผู้ที่มาขุดสมบัตินั้น ได้ครอบครองเป็นเจ้าของโดยชอบธรรมต่อไป การให้ทรัพย์สมบัติของปู่โสมนั้นมีวิธีการให้แบบแปลกๆ เล่นเอาผู้ที่ต้องการได้สมบัติ หรือผู้ที่ปู่โสมจะให้สมบัตินั้นคิดไม่ถึงเลยทีเดียว เรามาตามดูกันนะครับว่าวิธีที่ปู่โสมให้สมบัติกับผู้คนนั้นเป็นอย่างไร

          เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เกาะใหญ่ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับศูนย์ศิลปาชีพ ใน พ.ศ.๒๕๑๒ ในช่วงนั้นเกาะใหญ่ยังเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ผู้ที่อยู่อาศัยที่เกาะใหญ่นั้นจะเป็นคนไทยที่นับถือศาสนาโรมันคาทอริก(ศาสนาคริสต์) จึงไม่ค่อยเชื่อเรื่องของจิตวิญญาณมากนัก เหมือนกับคนไทยศาสนาพุทธ ยายจันท์ มีอาชีพขายข้าวแกงทุกวันแกจะนำข้าวแกงของแก ใส่เรือพายไปขายรอบเกาะใหญ่ (ในสมัยนั้นที่เกาะใหญ่ยังไม่ได้มีการตัดถนนเหมือนทุกวันนี้ ) แกทำแบบนี้เลี้ยงชีพมาเป็นเวลานาน แต่วันนี้เป็นเรื่องแปลกมาก  ตั้งแต่เช้ามาจนเวลาใกล้เพลเต็มที แกยังขายข้าวแกงไม่ได้เลยซักจานเดียว วันนี้เป็นกลางเดือนเมษายน อากาศร้อนอบอ้าวมาก แกพายเรือมาจนถึงต้นไทรใหญ่ ที่แกเคยพายเรือผ่านเป็นประจำ ณ.ที่ต้นไทรนั้นจะมีศาลใหญ่เป็นศาลเจ้าที่ อยู่บริเวณหลังเกาะ เป็นที่ ที่ไม่ค่อย มีผู้คนพายเรือผ่านไปผ่านมามากนัก แต่ในวันนี้กลับแปลก กว่าวันอื่นๆ มีคนพุกพล่านมากเหมือนจะมีงานบุญในบริเวณนั้น ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้น ก็แต่งตัวเหมือนคนโบราณ สมัยอยุธยา ใส่เสื้อผ้าสีสวยสดงดงาม ในระหว่างที่ยายจันทร์กำลังคิดอะไรต่อมิอะไรเพลินๆ อยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเรียกอยู่ข้าง     ตลิ่ง แม่ค้าๆ เสียงนั้นกังวาลมีอำนาจมาก พอแกหันไปตามเสียงเรียกก็ได้เห็นผู้เป็นเจ้าของเสียงนั้น ผมยาวปะบ่านุ่งจูงกะเบนสีขาวมอๆ ไม่ใส่เสื้อกำลัง กวักมือเรียกแกอยู่  แม่ค้ามาทางนี้หน่อย ขอข้าวแกงกินจานได้ไหมจ๊ะ ยายจันทร์ได้ยินอย่างนั้น ก็คิดว่าแหมตั้งแต่เช้ายังขายของไม่ได้เลย ตาคนนี้ก็จะมา  ขอกินฟรีอีก แต่พอเห็นรูปร่างและการแต่งตัวแล้ว แกก็อดสงสารไม่ได้ ก็เลยบอกออกไปว่าหิวหรือจ๊ะ ตั้งแต่เช้ายังขายข้าวแกงไม่ได้เลย แต่ไม่เป็นไร      เราคนจนเหมือนกัน ช่วยเหลือกันเท่าที่จะช่วยได้นะจ๊ะ แล้วแกก็ตักข้าวแกงให้กับชายผู้นั้นได้กินอย่างอร่อยลิ้น เมื่อชายผู้นั้นกินข้าวแกงของแกจนหมด  แล้ว ก็ได้ส่งจานข้าวให้กับยายจันทร์ แล้วบอกว่าแม่ค้าฉันไม่มีอะไรจะตอบแทนแม่ค้า ที่ให้ข้าวฉันได้กินอิ่มท้อง แม่ค้าเอานี่ไปก็แล้วกัน ว่าแล้วแกก็       หยิบลูกหมาโยนลงไปในเรือของยายจันทร์ สี่ห้าตัว ยายจันทร์จะบอกว่าไม่เอาก็ไม่ทันแล้ว เพราะว่าพอแกโยนลูกหมาลงมาในเรือ แกก็เดินหายไปทางหลังต้นไทรใหญ่ มองก็ไม่เห็นแกแล้ว ยายจันทร์ก็พายเรือออกมาจากที่นั้น เมื่อพายเรือออกมาแกหันกลับไปมองที่ต้นไทรนั้น กลับไม่เห็นผู้คน ที่เมื่อครู่นี้ยังมีผู้คนเดินกันอยู่บนตลิ่งมากมายอยู่เลย แต่แกก็ไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนี้ ที่แกคิดอย่างเดียวคือ แกต้องขายข้าวแกงของแกให้หมด ไม่อย่างนั้นแกต้องขาด ทุนอย่างแน่นอน แต่ก็เป็นเรื่องแปลกวันทั้งวัน ยายจันทร์ไม่สามารถขายข้าวแกงได้เลยแม้แต่จานเดียว แกต้องพายเรือกลับบ้านตอนใกล้ค่ำ พร้อมเสียงลูก  หมาที่ร้องอยู่ใต้ท้องเรือ แกเกิดความคิดว่าคัวเองยังจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ยังจะเอาลูกหมามาเลี้ยงให้เป็นภาระอีก จึงหยิบลูกหมาที่อยู่ใต้ท้องเรือ โยนลง  น้ำทิ้งไปทีละตัว ทีละตัว จนแกคิดว่าหมดแล้ว เพราะว่าไม่ได้ยินเสียงร้องของลูกหมาแล้ว พอแกพายเรือมาถึงบ้านแกก็เก็บหม้อข้าว หม้อแกงของแก      ขึ้นไปเก็บบนบ้านจนหมด ในขณะนั้นแกได้สังเกตเห็นแสงประกายส่องสว่างออกมาทางใต้ท้องเรือ แกจึงเข้าไปดูปรากฏว่าเป็นลูกหมาขัดอยู่ใต้ท้องเรือ  อีกตัวหนึ่ง แต่ที่ทำให้แกดีใจเป็นที่สุดนั้นเพราะว่าลูกหมาที่ขัดอยู่ใต้ท้องเรือนั้นมิใช่ลูกหมาธรรมดา แต่ลูกหมาตัวนั้นเป็นทองคำทั้งตัว มีน้ำหนักประมาณครึ่งกิโล ทำให้ยายจันทร์มีฐานะดีขึ้น  และยายจันทร์ชอบนำเรื่องที่แกได้เจอกับปู่โสม มาเล่าให้พวกเด็กๆ ได้ฟังกัน เด็กๆ หลายคนก็ชอบที่จะให้ยายจันทร์เล่า เรื่องปู่โสมให้ฟังอย่างไม่รู้จักคำว่าเบื่อเลย ไม่ว่าจะได้ฟังซ้ำซักกี่หนก็ตาม หนึ่งในเด็กเหล่านั้นก็คืออาจารย์เองครับ