หมอดูกรุงสยามผู้เชี่ยวชาญด้านการตั้งศาลพระภูมิ

 
 

พิธีบายศรีสู่ขวัญ สร้างขวัญและกำลังใจ

          เรื่องราวของวิถีไทย ที่เราเคยพบเคยเห็นมา ในทุกท้องถิ่นล้วนแล้ว แต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่สรรค์สร้างขึ้นมา และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และได้หล่อหลอมความเป็นเอกลักษณ์ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้กับคนในสังคม อีกทั้งเป็นเสมือนกระจกเงาที่บ่งบอก ให้เห็นถึงการดำเนินชีวิต ค่านิยม ความเชื่อ และความเป็นมาของผู้คนในท้องถิ่นนั้น ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

          "พิธีบายศรีสู่ขวัญ" เป็นหนึ่งในขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย เพื่อรับขวัญสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดความเป็นสิริมงคล พิธีบายศรีสู่ขวัญ นับเป็นพิธีแต่โบร่ำโบราณ ของคนไทยแทบทุกภาค โดยเฉพาะในภาคอีสาน พิธีนี้สะท้อนให้เห็นความเชื่อที่ว่า ทุกคนที่เกิดมามีสิ่งที่เรียกว่า "ขวัญ" อยู่ประจำกาย

          "ขวัญ" มีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษา เป็นพี่เลี้ยงที่คอยดูแลประคับประคองชีวิต และคอยติดตามเจ้าของไปทุกหนทุกแห่ง ถ้าขวัญของผุ้ใดอยู่กับตัว ผู้นั้นจะมีความสุขกายสบายใจเป็นปกติ แต่ถ้าขวัญของผู้ใดหลบลี้หนีหาย ผู้นั้นก็จะไม่สบายกายหรือใจได้

           ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า พิธีบายศรีสู่ขวัญ กำเนิดขึ้นมาเมื่อใด แต่ก็เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมานานจนถึงปัจจุบัน การทำบายศรีสู่ขวัญสามารถกระทำได้ หลายโอกาส อาทิ สู่ขวัญเด็กน้อย สู่ขวัญเฮือน สู่ขวัญแม่ออกกรรม ( คลอดบุตรอยู่ไฟ ) สู่ขวัญหลวง สู่ขวัญน้อยก่อนแต่งงาน สู่ขวัญแขกคนสำคัญที่มาเยือน สู่ขวัญคนป่วย เป็นต้น นอกจากคนแล้ว ยังมีการทำบายศรีสู่ขวัญสัตว์ที่มีประโยชน์ และให้คุณในการทำมาหากินกับมนุษย์ด้วย เช่น การสู่ขวัญวัวควาย รวมทั้ง การสู่ขวัญถิ่นที่อยู่อาศัย ชาวอีสานเชื่อกันว่า การทำบายศรีสู่ขวัญ เป็นการเรียกขวัญให้มาอยู่กับตัว ซึ่งจะช่วยส่งเสริม เพิ่มพลังใจให้เข้มแข็ง และเกิดสิริมงคล เมื่อมีขวัญที่มั่นคง พลังใจที่เข้มแข็งดีแล้ว ย่อมส่งผลให้สามารถอยู่ในสังคมปัจจุบัน ได้อย่างเป็นสุข พ้นจากเคราะห์ภัยทั้งปวง และยังประกอบภารกิจ หน้าที่ต่าง ๆ บรรลุผลสำเร็จตาม ความมุ่งหมาย ปกติแล้ว การทำบายศรีสู่ขวัญ จะกระทำโดย พ่อพราหมณ์หรือหมอสู่ขวัญ    ซึ่งเป็นที่นับหน้าถือตา ของชาวบ้านในท้องถิ่นนั้น อุปกรณ์สำคัญในการทำพิธี คือ พานบายศรี หรือ พานพาขวัญ ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้ พานทองเหลืองสัมฤทธิ์ หลายใบจัดวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ จะวางกี่ชั้น ขึ้นกับฐานะของผู้ถูกทำขวัญ เช่น

- พาน 3 ชั้น 5 ชั้น เป็นของบุคคลธรรมดา
- ส่วนพาน 7 ชั้น 9 ชั้น ใช้สำหรับเชื้อพระวงศ์และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
- ชั้นล่าง ของพานพาขวัญ จะมีพานบายศรีที่ทำด้วยใบตอง ดอกไม้ ข้าวต้ม ไข่ต้ม ขนม กล้วย อ้อย ปั้นข้าว เงินฮาง มีดด้ามแก้ว
- ชั้น 2 , ชั้น 3 , ชั้น 4 มักจะตกแต่งด้วย ใบศรีและดอกไม้อย่างสวยงาม ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้ ดอกฝาง ดอกดาวเรือง ดอกรัก ใบเงิน ใบคำ ใบคูณ ใบยอป่า
- ชั้นที่ 5 จะมี ใบศรีและด้ายผูกข้อมือ เทียนเวียนหัวเจ้าของขวัญ  

           นอกจากพานขวัญแล้ว ยังมีเครื่องบูชาอื่นๆ เช่น ขันบูชา ผ้า 1 ผืน แพร 1 วา หวี กระจกเงา น้ำอบ น้ำหอม สร้อย และแหวนของเจ้าของขวัญ เป็นต้น เมื่อพราหมณ์สู่ขวัญจบแล้ว ญาติพี่น้องจะเอา ข้าว ไข่ กล้วย ใส่ไว้ในมือเจ้าของขวัญ จากนั้นพราหมณ์จะผูกข้อมือซ้าย เพราะแขนซ้ายถือเป็นแขนขวัญ เป็นแขนที่อ่อนแอ ใช้งานหนักไม่ได้ การทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ถือเป็นกลอุบายอย่างหนึ่งของ บรรพบุรุษไทยในการเรียกขวัญและกำลังใจ ให้กับผู้ถูกทำขวัญที่จะไป ดำเนินภารกิจใดๆ ที่สำคัญยิ่ง
ในชีวิต ในด้านจิตวิทยาแล้ว การบายศรีสู่ขวัญ จะทำให้คนที่เข้าพิธีได้รับแต่สิ่งดีๆ ได้เจอะเจอผู้ที่มาให้พรทั้งเพื่อนทั้งญาติ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่รักและเคารพทั้งสิ้น หลังจากทำขวัญแล้ว เจ้าของขวัญจะเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ความมั่นใจในการดำเนินชีวิต มีแรงต่อสู้ และมีความสุขยิ่งขึ้น ในทางวิทยาศาสตร์กล่าวไว้ว่า ทุกช่วงเวลาแห่งความสุข ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน
"เอนเดอร์ฟิน" ซึ่งเป็นสารที่สร้างสุข ระงับความเจ็บปวด ทำให้จิตใจเคลิบเคลิ้ม เบาสบาย ไม่มีความเครียดและความวิตกกังวลใดๆ ที่สำคัญย่อมส่งผลให้เรามีพลังและกำลังใจ ซึ่งตรงกันข้ามกับเวลาที่เราเครียด ตื่นเต้น หรือวิตกกังวล ร่างกายจะหลั่งสาร "อะดรินาลีน" ที่จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ จิตใจว้าวุ่น เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง ทำให้มึนศีรษะ มีการสร้างไขมันสูงขึ้นเป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้มีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจได้ ด้วยเหตุผลนี้เอง พิธีบายศรีสู่ขวัญ จึงสามารถสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทุกคนได้ นับเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาไทย ที่น่าอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่เป็นมรดก4ของชาติไทยเรา ตราบจนชั่วลูกชั่วหลานสืบไป