หมอดูกรุงสยามผู้เชี่ยวชาญด้านการตั้งศาลพระภูมิ

 
 

อาจารย์  ดาบสินี   ศรีทิพโพธิ์

             สวัสดีค่ะ ข้าพเจ้า อาจารย์  ดาบสินี ศรีทิพโพธิ์  ข้าพเจ้าเคยเป็นครูสอนหนังสือ   เวลานี้ข้าพเจ้าได้เกษียณอายุราชการมาหลายปีแล้ว  ในสมัยที่ยังเด็กอยู่นั้น   ข้าพเจ้าได้รู้จักและเคารพนับถือครู  2  ท่าน  เปรียบเสมือนท่านเป็นพ่อและแม่  ยกย่องท่านและขอเรียกท่านเป็น  คุณพ่อและคุณแม่   ท่านก็มีเมตตารับข้าพเจ้าเป็นลูกตั้งแต่นั้นมา  นอกจากบ้านของคุณพ่อ  คุณแม่  ผู้ที่ให้กำเนิดแล้ว  ข้าพเจ้าก็มีบ้านอีกหลังซึ่งเป็นบ้านของคุณพ่อ  คุณแม่บุญธรรม  ทั้งสองท่านนี้อีกหลังหนึ่ง   ในบทความนี้ข้าพเจ้าจะพูดถึงเหตุการณ์  ที่เกิดกับตัวของข้าพเจ้ากับเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ  ในบ้านของคุณพ่อคุณแม่บุญธรรม  ตัวของพ่อ และคุณแม่บุญธรรมท่านเป็นหมอทำขวัญนาค  และหมอทำขวัญทุกชนิด ในช่วงที่คุณพ่อ  และคุณแม่ไปทำขวัญนั้น   ข้าพเจ้าก็จะขอตามไปด้วยทุกครั้ง เพราะว่าชอบฟัง ข้าพเจ้า มีความรักและศรัทธาในเรื่องการร้องเพลงไทย  เล่นดนตรีไทย และการฟ้อนรำเป็นอย่างมาก ในช่วงนั้นเรียกได้ว่า เป็นลูกสาวที่ไม่ยอมห่างคุณพ่อคุณแม่บุญธรรมเลย   แต่ท่านก็มิได้สอนให้ร้องเพลงทำขวัญเลยแม้แต่เพลงเดียว

             นอกจากท่านเป็นหมอทำขวัญแล้ว  ท่านยังเป็นนักดนตรีไทย  ที่จะหาผู้ที่จะมาประชันในฝีมือ การเล่นดนตรีไทยได้ยากในสมัยนั้นอีกด้วย   ท่านเคยพูดอยู่เสมอว่า  ที่ท่านเป็นดนตรีไทยได้นั้น  เพราะว่า  ครูสอน และท่านก็ชอบเล่นดนตรีไทย  เนื่องจากท่านประทับใจในตัวครูของท่าน ที่เล่นดนตรีไทยได้อย่างไม่เคยคิดว่า  จะมีผู้ใดเล่นดนตรีไทยได้  ไพเราะลึกซึ้ง  ถึงขนาดนี้   น่าเสียดายที่ในสมัยนั้น  ข้าพเจ้ายังเด็กมาก  จึงมิได้ถามคุณพ่อว่า  ครูท่านนั้น ที่ท่านเรียกว่า  ครูสอน  หมายถึง  ครูที่สอนท่านให้เล่นดนตรีไทย  หรือว่า  เป็นชื่อของครูผู้สอนให้ท่านเล่นดนตรีไทยกันแน่    แต่ก็ยังพอจำได้ว่า  วันหนึ่งคุณพ่อมาชวนให้ไปเที่ยวด้วยกัน  ท่านบอกว่า  ครูชวนไปเที่ยวบ้านครูที่ อัมพวา  แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ไป  เพราะคุณพ่อติดงานพอดี

      เนื่องจากคุณพ่อชอบเล่นดนตรีไทยเป็นอย่างมาก  ทำให้ในบ้านมีเครื่องดนตรีไทยทุกชนิด คุณพ่อจะเก็บรักษาเครื่องดนตรีไทยเป็นอย่างดี  และมีห้องเก็บเครื่องดนตรีไทยไว้ต่างหาก  ในห้องที่เก็บเครื่องดนตรีไทยนั้น  ยังมีเศียรของพ่อแก่  ครูของนาฏศิลป์ทั้งหลาย  ที่คุณพ่อให้ความเคารพเป็นอย่างมาก  ตั้งอยู่บนโต๊ะบูชา   คุณพ่อให้ข้าพเจ้าเป็นคนเปลี่ยนน้ำ ให้พ่อแก่ทุกวันมิได้ขาด   และคอยดูว่า  ถ้าหมากพลูเหี่ยวแห้งลง  ก็ให้หามาเปลี่ยนให้พ่อแก่เสียใหม่  ขาดไม่ได้เช่นกัน  ในความรู้สึกของเด็กอย่างข้าพเจ้าในตอนนั้น   รู้สึกว่า  พ่อแก่ท่านให้ความเมตตากับข้าพเจ้า  สื่อออกจากสายตาของท่านเป็นอย่างมาก   เวลาที่ข้าพเจ้าเปลี่ยนน้ำ  หรือ  นำหมากพลูไปถวายให้พ่อแก่  หรือที่เด็กอย่างข้าพเจ้าเรียกท่านว่า  พ่อปู่   ก็จะมองตาท่านแล้ว  พูดกับท่านอยู่เสมอว่า  พ่อปู่เจ้าขา  ถ้าพ่อปู่เป็นครูของพ่อหนูจริง  ก็ขอให้สอนหนูให้เก่งเหมือนพ่อนะเจ้าคะ  หนูจะได้หาเงินเลี้ยงพ่อ  เลี้ยงแม่   แล้วเลี้ยงพ่อปู่ด้วยเจ้าค่ะ  ถ้าหนูมีเงิน  หนูจะซื้อผลไม้หวาน ๆ  มาให้พ่อปู่ด้วยค่ะ ( นี่ก็เป็นเพียงความคิดของเด็กตัวเล็กเท่านั้น )

             เหตุเกิดขึ้นในห้องดนตรีไทย  เวลาผ่านไปจนข้าพเจ้าเติบใหญ่ ข้าพเจ้ายังจำได้ดีว่า  วันนั้นเป็นวันที่คุณพ่อกับคุณแม่บุญธรรม ไปทำขวัญเบิกบายศรีในงานไหว้ครูให้ตำหนักทรง  ตำหนักหนึ่ง  วันนั้นข้าพเจ้าไม่ได้ไปโรงเรียน และไม่ได้ไปช่วยคุณพ่อคุณแม่เบิกบายศรีไหว้ครู เนื่องจาก  ไม่สบาย    ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ  ทุ่มกว่า ๆ  เห็นจะได้  ข้าพเจ้าหิวข้าว จึงลุกจากที่นอนมา  เพื่อไปกินข้าว  กินยา  รู้สึกว่า  ตัวเองนั้นยังมีไข้สูง  และมึนหัว  ปวดหัวไปหมด   แต่ก็กลัวว่าจะเรียนไม่ทันเพื่อน  จึงเอาหนังสือเรียนมาอ่านทบทวนอีกสักรอบ  แล้วจะกลับไปนอนใหม่   ในเวลานั้นหูก็ได้ยินเสียงดนตรีไทยดัง  มาจากที่ห้องที่เก็บเครื่องดนตรีไทย   เป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะ  และเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด   ไม่เคยได้ยินดนตรีไทยที่ฟังแล้ว  มีความไพเราะมากขนาดนี้มาก่อนเลย โดยนิสัยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ไม่กลัวอะไร  จึงเดินไปดูว่า  ต้นตอ  ของเสียงนั้นมาจากที่ไหนกันแน่   แต่ยิ่งเดินเข้าใกล้ห้องเก็บเครื่องดนตรีมากเท่าไร   เสียงนั้น  ก็ยิ่งดังมากขึ้นเท่านั้น  ในเวลานั้นไม่ได้คิดอะไร  คิดว่าคุณพ่อคุณแม่กลับมาตั้งแต่เมื่อไรนะ  ทำไมเราจึงไม่ได้ยินเสียงตอนท่านเข้ามาในบ้านเลย   เมื่อเดินไปถึงหน้าห้อง  ก็เปิดประตูเข้าไปด้านในห้องดนตรีนั้น  แต่สิ่งที่เห็นไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่  แต่เป็นคุณปู่ท่านหนึ่ง  ผมยาว มีหนวดยาวสีขาว  ท่านนุ่งห่มผ้าลายสีคล้ำ ๆ  มองไม่ออกว่าเป็นสีอะไร  ท่านมีแววตาที่กล้าแข็งมาก   แต่ก็เจือไว้ด้วยความเมตตาอยู่ในดวงตา   ดวงตาคู่นี้ข้าพเจ้าเคยเห็นที่ไหนนึกไม่ออก ท่านนั่งอยู่หน้าโต๊ะบูชาหันมามองข้าพเจ้า  ในเวลานั้นเสียงดนตรีไทยเงียบไปแล้ว  เหลือไว้แต่ความเงียบ  และความแปลกใจ  กับคำถามที่ตามมามากมายในใจของข้าพเจ้า  แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา  ทำลายความเงียบลง   เป็นเสียงที่ก้องกังวาน  มีพลังอำนาจ  แต่ก็มีความเมตตาอย่างมากอยู่ในน้ำเสียงนั้น  ท่านพูดว่า  อีหนูเป็นไง  ลูกหายดีแล้วใช่ไหม  ในเวลานั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่า  ขนหัวลุก  ตั้งแต่หัวแล้ววิ่งลงมาที่ปลายเท้า   อาการที่เป็นไข้  ตัวร้อน  เวียนหัว  ปวดหัว หายไปอย่างฉับพลัน  เหมือนคนที่ไม่เคยเป็นอะไรเลย  รู้สึกว่าร่างกายปกติดีทุกอย่าง  ข้าพเจ้ารู้สึกตื้นตันใจ  พูดอะไรไม่ออกในเวลานั้น  ในใจอยากที่จะถามท่านว่า  คุณปู่เป็นใคร  มาจากไหน  เข้ามาในห้องดนตรีได้อย่างไรคะ  เป็นคำถามที่อยู่ในใจ  แต่ไม่ได้พูดออกมาสักคำถามเดียว  เพราะไม่สามารถพูดได้ในเวลานั้น  ถึงจะไม่ได้พูดออกมา  แต่ท่านก็ตอบมาว่า  อีหนูไม่ต้องสงสัยอะไรมากหรอกลูก  ปู่อยู่ที่นี่มานานมากแล้ว  ก่อนหนูเกิดเสียอีก  หนูยังเอาน้ำ  เอาหมาก  เอาพลูมาให้ปู่อยู่บ่อย ๆ  แล้วยังบอกกับปู่อีกว่า  ขอให้เก่งเหมือนกับพ่อและแม่บุญธรรมของหนู   จะได้เลี้ยงพ่อ  เลี้ยงแม่ที่ให้กำเนิด  และพ่อแม่บุญธรรม  แล้วก็จะเลี้ยงปู่ด้วย  จะเอาผลไม้หวาน ๆ มาให้ปู่ไงลูก  ทีนี้จำปู่ได้หรือยัง  แล้วท่านก็หัวเราะ ในเวลานั้นข้าพเจ้าไม่อยากเชื่อจริง ๆ ว่า ผู้ที่อยู่ต่อหน้านั้น  ท่านคือ  พ่อแก่ หรือ  ที่ข้าพเจ้าเรียกว่า  พ่อปู่  ที่เราบูชาท่านเพียงแค่เศียรเท่านั้น แต่เวลานี้ท่านนั่งอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า  มีตัวมีตน เหมือนคนธรรมดา  เพียงแต่ว่า ท่านมีผิวพรรณผ่องใสมากว่ามนุษย์ธรรมดาเท่านั้น  แต่ที่น่าแปลก  คือ  เวลาท่านพูด ท่านมิได้อ้าปากพูดเหมือนมนุษย์เรา  ปากท่านมิได้ขยับเลย  แต่มีเสียงใสก้องกังวาลน่าฟังมาก   ดังก้องอยู่ในห้อง  อีกอย่างที่น่าแปลกมาก  ในห้องไม่ได้เปิดไฟสักดวง  แต่ก็มีแสงสว่างมากในห้องนั้น   เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว  ข้าพเจ้าก็ได้ก้มลงกราบท่าน  ท่านก็บอกว่า  ถึงเวลาแล้วลูกเอ๊ย   ตั้งแต่นี้ไปปู่จะสอน ให้ลูกได้เป็นครู  ในเรื่องการร้อง  การรำ  อย่างเต็มตัว   เมื่อข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้นมา  ก็ไม่เห็นพ่อปู่นั่งอยู่ข้างหน้าแล้ว   แต่เสียงท่านยังก้องอยู่ในหูของข้าพเจ้า  ในห้องนั้นก็มีแต่ความมืด  จะมีแสงก็แต่แสงจันทร์วันเพ็ญ ที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเท่านั้น

             ก็พอดีได้ยินเสียงคุณพ่อกับคุณแม่  ที่กลับมาจากการไปทำบายศรีสู่ขวัญงานไหว้ครู   จึงเล่าให้คุณพ่อกับคุณแม่ฟัง  พอตอนเช้าคุณพ่อกับคุณแม่  ให้ไปใส่บาตรพระ  เพื่อที่จะส่งบุญกุศลให้กับพ่อแก่   และให้ทำขันธ์ครู  ถวายให้กับพ่อแก่  เป็นการขึ้นครู  ขอเรียนวิชากับท่านโดยตรง นับจากวันที่  ขึ้นขันธ์ครูให้พ่อแก่แล้ว  บางวันก็นอนฝันไปว่า  พ่อแก่มาสอนให้ต่อเพลงทำขวัญต่าง ๆ  ทั้งร้อง  ทั้งรำ  เป็นจังหวะ  เป็นทำนอง  ในฝันนั้นมีเสียงดนตรีไทยประกอบเพลง  ให้ทำการหัดต่อเพลงอย่างไพเราะ  ต่อเพลงกับพ่อแก่เพียงไม่กี่วัน  ก็บอกกับ  คุณพ่อว่า  อยากที่จะไปร้องเบิกบายศรีกับท่าน  แต่ครั้งนี้ขอร้องเอง  อยากที่จะได้เงิน  โดยการที่ตัวเองทำด้วยตัวเอง  คุณพ่อถามว่า  จะเอาเงินไปทำอะไร  ก็บอกกับท่านไปอย่างไม่ต้องคิดเลยว่า  จะเอาเงินไปทำบุญให้พ่อแก่  แล้วจะเอาเงินอีกส่วนหนึ่งมาซื้อ  หมาก พลู กับผลไม้ให้พ่อแก่ด้วย  เมื่อคุณพ่อได้ทราบว่า  ต้องการจะทำอะไร  ทำอย่างไร  ทำให้ใคร  ท่านก็บอกว่า  พ่อไม่ว่าอะไร  แต่ต้องขอทดสอบดูก่อนว่า  ให้ออกงานได้หรือยังว่าแล้ว  ท่านก็ให้เข้าไปในห้องดนตรีไทย  เพื่อทำการทดสอบว่า  จะผ่านหรือไม่  เมื่อเข้าไปในห้องดนตรีไทยแล้ว  คุณพ่อจุดธูปบอกพ่อแก่ว่า  วันนี้ลูกขอชมบารมีพ่อครูว่า  สอนศิษย์ได้เก่งมากน้อยแค่ไหนขอรับ  เมื่อท่านปักธูปลงต่อหน้า เศียร พ่อแก่แล้ว สิ่งที่น่าแปลกได้เกิดขึ้นอีกครั้ง คือ  ควันธูปที่คุณพ่อจุดแล้ว  ปักลงตรงหน้าพ่อแก่นั้น แทนที่จะลอยกระจายไปรอบบริเวณห้อง  กลับลอยวนอยู่รอบเศียรของพ่อแก่เพียงเท่านั้น  ไม่ลอยไปทางไหนเลย  เล่นเอาคุณพ่อมองตาค้างพูดไม่ออก  แล้วหันมาบอกให้ข้าพเจ้า  จุดธูปบูชาครู  แล้วให้มานั่งหน้าระนาด  คุณพ่อท่านก็บอกเงื่อนไขของท่านว่า  คุณพ่อจะเป็นผู้เล่นเพลงโดยที่จะไม่มีการนัดกันเลย  ไม่ว่าจะเล่นเพลงอะไรขึ้นมา  ข้าพเจ้าต้องต่อเพลงให้ได้  ถ้าต่อเพลงไม่ได้แม้แต่เพลงเดียว  ท่านก็จะไม่อนุญาตให้ออกงานอย่างเด็ดขาด  แต่ถ้าต่อเพลงได้ถูกต้องทุกเพลงที่ท่านเล่นมา  ท่านจะพาออกงานในทันที่  เมื่อตกลงกับคุณพ่อแล้ว  ก็ได้ยินเสียงของพ่อปู่  ก้องกังวาลเข้ามาในหูว่า  วันนี้คุณพ่อจะได้รู้ว่า  ศิษย์พ่อแก่ย่อมเป็นหนึ่ง ไม่เป็นสองรองใคร  และจะไม่แพ้ใครอย่างเด็ดขาดแน่นอน  ทำให้ขนแขนของข้าพเจ้าลุกตั้งชันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้   คุณพ่อท่านสังเกตเห็น   ท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า  ถ้ากลัว หรือไม่พร้อม  เอาไว้วันหลังค่อยทดสอบก็ได้นะ  ข้าพเจ้าบอกว่า  เอาวันนี้ดีแล้วค่ะ  จะได้ไปทำงานได้เร็ว ๆ ค่ะ  เมื่อพร้อมกันแล้ว  ทั้งคุณพ่อและตัวข้าพเจ้าแล้ว   คุณพ่อก็เล่นเพลง  ส่วนข้าพเจ้าก็ต่อเพลงได้ทุกเพลง  ที่คุณพ่อเล่นมา  บางครั้งยังบอกคุณพ่อด้วยซ้ำว่า  เพลงนี้เคยฟังจากครูมา   แบบนี้ควรจะตีเล่นลูกเล่นอย่างนี้  จะได้มีความไพเราะมากกว่าธรรมดา  เล่นเอาคุณพ่อยอมแพ้  และหันไปกราบที่ เศียรพ่อแก่  ขอโทษที่พูดไม่ดีไปในตอนแรก

             นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  ข้าพเจ้าก็รับทำพิธีกรรมเบิกบายศรีทุกชนิด  ไม่ว่าจะเป็นการเบิกบายศรีทำขวัญนาค  เบิกบายศรีสู่ขวัญบ่าวสาว  เบิกบายศรีนักศึกษาใหม่  หรืองานรับน้องในแต่ละปีของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  เบิกบายศรีในงานไหว้ครูตามสถาบันต่าง ๆ  เบิกบายศรีไหว้ครูตามตำหนักทรงต่าง ๆ   เบิกบายศรีสู่ขวัญ  ผู้ที่ทำงานต่างประเทศ  แล้วพึ่งกลับมาพักผ่อนที่บ้านเกิด รวมถึงรับงานเบิกบายศรีทุกชนิด  มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน  และยังรับตั้งศาลพระพรหม ศาลพระภูมิ  ศาลเจ้าที่  ทำพิธีกรรมทุกชนิด  ในแบบพราหมณ์  รับพยากรณ์ดวง  รับจัดฮวงจุ้ย รับออกฤกษ์แต่งงาน  ออกฤกษ์ผ่าท้องคลอด  ฤกษ์ออกรถ  ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่  รวมถึงรับสอนร้องเบิกบายศรี  สอนการพยากรณ์ดวง   ผู้ใดสนใจต้องการจะมาเป็นศิษย์พ่อแก่  ต้องการที่จะเรียนร้องเบิกบายศรี  ก็ติดต่อเรียนกับข้าพเจ้าได้  หรือต้องการเชิญข้าพเจ้า  ไปทำพิธีกรรมในการเบิกบายศรีไหว้ครู หรือพิธีกรรมต่างๆ ก็สามารถติดต่อข้าพเจ้าได้ที่ทาง