ผู้เชี่ยวชาญด้านการตั้งศาลพระพรหม

 
 

หาความรู้ก่อนตั้งศาลพระพรหม

กำเนิดพระพรหม
พระพรหมนั้นมีความเชื่อ และที่มาจากคัมภีร์หลายเล่ม แต่จะยกมาให้อ่านกัน พอเป็นความรู้ และลองพิจารณาดูครับว่า อ่านต่อ>>
พระพรหม คือใคร
พราหมณ์และโหราจารย์นั้น มีความเชื่อว่า พระพรหม ท่านคือ 1 ใน 3 มหาเทพ ผู้มีพรหมวิหาร 4 ซึ่งได้แก่ อ่านต่อ>>
ลัทธิความเชื่อ เรื่องพระพรหม
ลัทธิที่ชนชาวไทปา มีความนับถือพระพรหม และมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในเขต ลุ่มน้ำพรหมบุตร อยู่อย่างยาวนาน และได้แผ่อิทธิพล อ่านต่อ>>
สิ่งควรรู้เกี่ยวกับพระพรหม
เทศการบูชาพระพรหม เรียกว่า เทศการปูชการ์คาเมลา ในประเทศอินเดียจะอยู่ในช่วง เดือนพฤศจิกายน ของทุกปี อ่านต่อ>>
ก่อนตั้งศาลพระพรหม
อย่างแรกที่ต้องหามา คือ องค์พระพรหม ส่วนมากจะใช้ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว อ่านต่อ>>
ของที่จะใส่ในศาลพระพรหม
1. ตัวศาลพระพรหม 2. องค์พระพรหม 3. คนสวย – คนงาม ( ชาย-หญิง ) 4. นางรำ ( ชาย-หญิง ) 5. ฉัตรเงิน-ฉัตรทอง อ่านต่อ>>
บทบูชาพระพรหม
โอมโองการพินทุนาถัง พรหมานัง พรหมธาดามหะ เอกะปะระมัฐ ประมัฐถะ มหาอัฐถะ ทิฐถะนามัง อาทิกัปเป สุอาคาโต ปัญจะปะทุมัง อ่านต่อ>>
ศาลพระพรหม ควรตั้งที่ไหน
การตั้งศาลพระพรหมนั้น นิยมตั้งกันในสถานที่ใหญ่ เช่น โรงงาน บริษัท ห้างร้าน องค์กร ส่วนราชการ หรือตามวิหารต่างๆ อ่านต่อ>>
การตั้งศาลพระพรหม
การที่จะทำการตั้งศาลพระพรหมนั้น ต้องมีเครื่องประกอบพิธีกรรมเต็มอัตรา ไม่ว่าจะเป็นราชวัตร ฉัตรธง บายศรีพรหม ดอกไม้ ธูป เทียน อ่านต่อ>>
อำนาจ-หน้าที่ องค์พระพรหม
พระพรหมนั้น ท่านเป็นดั่งมหาเทพ ที่คอยดูแลทุกข์สุขของเหล่าเทพเทวา และมนุษย์ ทั่วไตรภูมิ อ่านต่อ>>

ตั้งศาลพระพรหม

ตำนานพรหม
          ตำนานของพระพรหมนั้นมีมากมาย มีการจดบันทึกไว้มากมายหลายคัมภีร์ หลายลัทธิจะยกมาให้อ่านกันเพียงบางส่วน บางตอน เท่านั้น

การกำเนิดของพระพรหม
          มีพระราชนิพนธ์ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอรรถาธิบายเกี่ยวกับตำนานนี้มาก่อน จึงจะขออัญเชิญพระราชนิพนธ์มาให้อ่านหาความรู้กัน

          “ พระพรหมนั้นเล่า เมื่อก่อนจะเกิดขึ้น ย่อมมีธรรมปรากฏอยู่แล้วในโลก พระพรหม เป็นของไม่มีเนื้อตัว ธรรมทั้งปวง ซึ่งมีอยู่ในโลกผสมกันเข้าจนเป็นไข่ ไข่นี้เป็นก้อน คอยอยู่ได้หมื่นกัลป์ไข่ก็แตก พระพรหมอยู่ในไข่นั้น บันดาลให้ไข่แตกออกเป็นสองซีก ซีกบนเป็นฟ้า ซีกล่างเป็นโลกมนุษย์ พระพรหมจึงสร้างสิ่งทั้งปวงบรรดามีในสวรรค์ สร้างสรรพสิ่งทั้งปวงที่จะมีในโลกมนุษย์นี้ ขั้นต้นสร้างให้มีไฟให้มาเผาผลาญสิ่งซึ่งเป็นบาปอกุศล ทั้งปวงให้หมดไป แล้วจึงสร้างน้ำขึ้นมาให้ดับไฟอันนั้น เมื่อน้ำดับไฟแล้ว น้ำนั้นก็ทำให้ดินชุมชื้นเกิดงอกงามเป็นเขา เป็นห้วยหนอง คลอง บึงขึ้นมาอีก ก็เกิดพืชพันธุ์ธัญญาหารขึ้นบริบูรณ์ มีต้นไม้ แล้วจึงมีสัตว์ จากนั้นจึงเกิดมนุษย์ ในพวกมนุษย์มีผู้หนึ่งนับว่าเป็นลูกพระอาทิตย์ เกิดขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ได้ปกครองประชาชนมาแต่นั้น “

          คัมภีร์ รวารหปุระณะ กล่าว่า พระพรหมเกิดจากดอกบัว ที่ผุดขึ้นจากสะดือของพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ ( องค์เดียวกัน ) ขณะบรรทมหลับอยู่ บนหลังพญาอนันตนาคราช ณ เกษียรสมุทร

          คัมภีร์ ปัทมปราณะ กล่าว่า เมื่อครั้งพระวิษณุต้องการสร้างโลก ทรงแบ่งพระวรกายออก เป็น 3 ภาค โดยพระพรหม เกิดจากสีข้างเบื้องขวา พระวิษณุ เกิดจากสีข้างเบื้องซ้าย พระศิวะ เกิดจากบั้นกลางพระองค์

          คัมภีร์ มานวธรรมศาสตร์ กล่าวไว้ว่า ในครั้งเมื่อโลกยังไม่ปรากฏสิ่งใดๆ บนโลก พระอาตมภู ( ผู้เกิดเอง ) มีความประสงค์จะ สร้างทุกสิ่ง จึงสร้างน้ำขึ้นมาก่อน แล้วนำพืชโปรยลงน้ำ เวลาผ่านไปพืชนั้นกลายเป็นไข่ทอง และกำเนิด พระพรหม ปรากฏขึ้น นามว่า หิรัณยครรภ์ หลังจากนั้นพระพรหม จึงแบ่งร่างเป็น ชาย - หญิง เพื่อสร้างโลกและมนุษย์

ลักษณะของพระพรหม
          ในบางลัทธินั้นเขียนไว้ว่า  พระพรหมมีรูปกายสีขาวนวนพิสุทธิ์  มี ๔ พักตร์   ๔ กร แต่ละกรของท่านมีความหมายแตกต่างกันออกไป 

กรที่ ๑ ทรงถือช้อนนั้น  หมายถึงช้อนสำหรับตักเนยที่จะใส่ลงในกองไฟ  เพื่อจะบูชาพระอัคนี  หรือเทพแห่งไฟ
กรที่ ๒ ทรงถือหม้อน้ำ  เป็นหม้อที่บันจุน้ำของพระแม่คงคา
กรที่ ๓ ทรงถือคัมภีร์พระเวท คือคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์  ที่จะลิขิตความเป็นไปทั้งมวลของมนุษย์โลก 
กรที่ ๔ ทรงถือ  ทรงถือธนูปรวีตะ

          แต่บางตำนานที่เป็นคัมภีร์ของลัทธิลามะได้บอกไว้ว่า พระพรหมนั้นมี๔ พักตร์ ๘ กร

กรที่ ๑ ทรงถือ สังข์
กรที่ ๒ ทรงถือคทา
กรที่ ๓ ทรงถือจักร
กรที่ ๔ ทรงถือ หม้อน้ำ
กรที่ ๕ ทรงถือ ประคำ
กรที่ ๖ ทรงถือแว่นแก้วสุรการณ์
กรที่ ๗ ทรงถือ คัมภีร์ ส่วน
กรที่ ๘ นั้นไม่ได้ถืออะไร จะไว้สำหรับป้องกันภัยอันตรายทั้งปวงที่จะเกิดกับมนุษย์โลก และยังไว้คอยประทานพระพรชัยให้กับผู้ที่มาขอพร หรือผู้ที่มาบูชาพระองค์

          แต่ในคัมภีร์โบราณของอินเดีย กล่าวไว้ว่ารูปเคารพของพระพรหม ที่ผู้คนให้ความเคารพบูชาและนิยมสร้างขึ้นมาไว้เป็นที่สักการบูชานั้นมีอยู่ ๕ ปางดังนี้

๑. ปางประชาบดี
เป็นรูปพระพรหมมี ๔ กร  ๔ พักตร์  พระวรกายสีขาวนวล  นุ่งห่มอาภรณ์ คือ หนังกวางสีดำ  พระกรทรงถือ  ไม้เท้า  ช้อน  แจกัน อีกกรหนึ่งทรงยกขึ้นประทานพร
ข้างขวามีมเหสีเอก  คือ พระนางสรัสวดี  ข้างซ้ายคือ พระนางสาวิตรี
๒. ปางโลกกระบาล
เป็นรูปพระพรหมมี ๔ กร  ๔ พักตร์  พระกรทั้ง ๔ นั้นทรงถือ ดอกบัว ,คัมภีร์, แจกัน, และลูกประคำ  มีพระมเหสี สาวิตรี ยืนเคียงข้าง
๓.ปางวิศวกรรม
เป็นรูปพระพรหมมี  ๔กร  ๔ พักตร์  พระกรทั้ง ๔ ทรงถือ  ดอกบัว, คัมภีร์, แจกัน, และลูกประคำ แต่ไม่มีพระมเหสีเคียงคู่   
๔.ปางกามลักษณะ
เป็นรูปพระพรหมหมดจดงดงาม  ทรงมี ๔กร  ๔พักตร์  พระกรทั้ง ๔ ทรงถือ  ดอกบัว,  คัมภีร์, แจกัน, และลูกประคำ  จะแตกตางจากปางวิศวกรรม โดยปางกามลักษณะ จะมีพระพักตร์งดงามที่สุด
๕.ปางปิตมหา
เป็นรูปพระพรหม  ทรงมี ๔ กร  ๔ พักตร์  พระเกศามุ่นเกล้า  เป็นมวยผมดังนักพรต  พระกรทั้ง ๔ ทรงถือ  หม้อเนยเหลว, แจกัน, ช้อน, และคัมภีร์

          ส่วนในคัมภร์ปัทมปุราณะได้บันทึกไว้ว่า  แต่เดิมนั้น  พระพรหมท่านมี ๕ พักตร์ พระพักตร์ที่ ๑ ถึง ๔ ของพระพรหมนั้นมีความหมายแทนคัมภีร์พระเวททั้งสิ้น  คือ

๑. พระพักตร์  หันไปทางด้านทิศตะวันออก  แทนคัมภีร์ฤคเวท
๒. พระพักตร์  หันไปทางด้านทิศตะวันตก    แทนคัมภีร์สามเวท
๓. พระพักตร์  หันไปทางด้านทิศเหนือ        แทนคัมภีร์อาภรรพเวท   
๔. พระพักตร์  หันไปทางด้านทิศใต้             แทนคัมภีร์ยชุรเวท

ศาลพระพรหม          ส่วนพระพักตร์ที่  ๕ นั้นมิได้หมายความถึงคัมภีร์ใดๆ   แต่มีความสำคัญมากเพราะพระพักตร์ที่ ๕ นี้ เป็นพระพักตร์ที่จะต้องจดจำพระเวททั้ง ๔ คัมภีร์ ไว้ทั้งหมดเนื่องจากพระพักตร์ที่ ๕ นี้ได้จดจำคัมภีร์พระเวทไว้ถึง ๔ คัมภีร์  จึงมีรัศมีเป็นประกายเรืองรองโชติช่วงออกจากพระพักตร์ที่ ๕ นี้อย่างแรงกล้า  จนทำให้เหล่าเทพเทวา  และอสูรเทพต่างๆ  มิอาจที่จะทนทานต่อแสงรัศมีนี้ได้  จึงรวมกันเข้าเฝ้าพระศิวะ ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ ให้ช่วยเหลือ  เมื่อพระศิวะได้รับรู้ถึงความเดือดร้อนของเหล่าเทพเทวา  และอสูร  จึงตัดเอาพระพักตร์ที่ ๕ ของพระพรหมออกเสีย  พระพรหมจึงมีแค่ ๔ พระพักตร์จนมาถึงปัจจุบันนี้

แต่ในคัมภีร์มัสยะปุราณะได้กล่าวไว้ว่า
          แต่แรกนั้นพระพรหมมี ๔ พักตร์เหมือนในปัจจุบัน  ส่วนพระพักตร์ที่ ๕ นั้นเกิดขึ้นมาเนื่องจากการที่พระพรหมได้หลงใหลในเสน่ห์ของพระนาง ศตรูป หรือนางผู้มี ๑๐๐ รูป    อันตัวของนาง ศตรูปนี้  พระพรหมเองเป็นผู้ให้กำเนิดนางมา  แต่พระพรหมท่านกลับหลงใหลในรูปของพระนางเอง  ถึงขนาดคอยเฝ้าดูรูปโฉมของพระนาง  ไปทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหวของพระนาง  ส่วนพระนางศตรูป ก็มีรูปตั้ง ๑๐๐ รูป เพราะฉะนั้นในแต่ละรูปที่เคลื่อนที่ไป  พระพรหมท่านก็จะคอยเฝ้าดูอยู่ไม่ให้ห่าง  ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย  พระพรหมจึงได้เนรมิตพระพักตร์ที่ ๕ ขึ้นมาเพื่อที่จะไว้คอยเฝ้าดูนาง ศตรูป อยู่ตลอดเวลา

          แต่ในครั้งหนึ่ง  พระพักตร์ที่ ๕ ของพระองค์ได้เอ่ยวาจาที่ดูถูกพระศิวะมหาเทพ  จึงเป็นเหตุให้พระศิวะทรงกริ้ว  พระศิวะจึงได้ลืมพระเนตรที่ ๓ บนหน้าผาก ก็เกิดไฟประลัยกัลป์เผ่าผลาญพระพักตร์ที่ ๕ ของพระพรหมจนไหม้เป็นจุลไป
ในที่สุดพระพรหมก็เหลือเพียง ๔ พักตร์มาจนถึงทุกวันนี้เช่นกัน

พระพรหมสถิตอยู่สถานที่ใด
          พระพรหมท่านสถิตอยู่ที่พรหมโลก  สวรรค์ชั้นที่ ๗,๘,๙,  ของบทสวดมนต์ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ของศาสนาพุทธ คือ พรัหมะปาริสัชชาเทวา พรัหมะปะโรหิตาเทวา, มะหาพรัหมาเทวา เป็นต้น

           ในชั้นพรหมนี้ถือว่าเป็นเทวาชั้นสูงกว่าเหล่าเทพเทวาชั้นอื่นๆที่อยู่ตั้งแต่ชั้น ๑-๖ คือ ๑. จาตุม มะหาราชิกาเทว , ๒.ตาวะติงสาเทวา,๓.ยามาเทวา,     ๔.ตุสิตาเทวา, ๕.นิมมานะระตีเทวา, ๖.ปะระนิมมิตวะสะวัตตีเทวาเป็นต้น

พระนามอื่นๆของพระพรหม

๑. พระโลเกศ   แปลว่า  จอมโลก
๒. พระธาดา   แปลว่า   ผู้สร้าง
๓. นาภีชะ      แปลว่า    ผู้เกิดจากสะดือ
๔. อาตมภู      แปลว่า     ผู้เกิดด้วยตัวเอง
๕.  จัตุรมุข      แปลว่า     ผู้มี ๔ หน้า
๖.  กมเลศ      แปลว่า     ผู้นั่งเหนือดอกบัว
๗.  กมลาศน์   แปลว่า     ผู้มีที่นั่งเป็นดอกบัวหลวง
๘.  สุรเชษฐ์     แปลว่า     ผู้เกิดก่อน
๙.  หิรัญครรภ์  แปลว่า     ผู้เกิดมาจากท้อง
๑๐. อทิกวี         แปลว่า     ผู้เป็นยอดกวี
๑๑. สวิตฤปติ    แปลว่า     ผู้เป็นสามีของนางสวิตฤ
๑๒. ประชาปติ   แปลว่า     ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ชน

พาหนะของพระพรหม
          บางตำนานยังบอกว่าพาหนะประจำองค์ของพระพรหมนั้นคือ หงส์ทอง หรือ พระยาหงส์

 

ตั้งศาลพระพรหม